ดนตรี สร้างคน

ถ้ามีใครบางคนถามคุณว่า เมื่อคุณเรียนจบแล้ว คุณอยากทำงานอะไร หลายคนอาจมีคำตอบที่แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งเสียงของคำตอบที่เราได้ยิน ก็อาจเป็นเสียงของความว่างเปล่า ไม่มีหลักที่แน่นอน ไม่รู้ว่าตัวเองจะก้าวเดินไปทิศทางใด คล้ายกับเรือที่หาฝั่งไม่เจอ แต่สำหรับ “เกษมศักดิ์ พิกุลกรอง” หนุ่มวัย 25 ปี ผู้นี้ เขาเลือกค้นหาตัวตนของตัวเองจนเจอตั้งแต่เยาว์วัย และมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก โดยไม่ลังเล และด้วยแรงผลักดันของครอบครัว ทำให้วันนี้เขาสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพนักดนตรีได้อย่างเต็มตัว และเลือกที่จะใช้ความรู้ ความสามารถในการเล่นดนตรี มาถ่ายทอดให้กับนักเรียนที่รักในเส้นสายตัวโน้ตและเสียงของดนตรี           เหมือนกับเขาในฐานะ “ครูสอนดนตรี”

เกษมศักดิ์  พิกุลกรอง  อาจเป็นเพียงชายหนุ่ม รูปร่างท้วมธรรมดาๆคนหนึ่ง เขาไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียง แต่สำหรับตัวตนและจุดยืนที่เขามี สามารถบอกได้ว่า เขาจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี เกษมศักดิ์จบการศึกษามาจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สาขาวิชาเอกดุริยางค์ คณะศิลปกรรม จุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีของเขามาจากสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 – 6 เขารับหน้าที่ในการเล่นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะ หรือ percussion ในวงโยทวาทิตประจำโรงเรียนมาตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ เมื่อถามถึงว่าใครเป็นผู้ชักจูงให้หันมาสนใจในการเล่นดนตรี คำตอบที่ได้รับสั้นๆก็คือ พี่ชายของเขาเอง ที่เป็นทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นต้นแบบในการเล่นดนตรี

“พี่ชายของผมเอง ที่เป็นแบบอย่างให้หันมาเล่นดนตรี เพราะพี่ชายสามารถแนะนำอะไรหลายๆอย่างในการเล่น ให้ออกมาดี ด้วยความที่พี่เองชายก็อยากให้เล่น ซึ่งตัวเองก็รู้สึกชอบและอยากที่จะทำ โดยการเล่นดนตรีในโรงเรียนสมัยมัธยมก็ถือเป็นการจุดประกายมาตลอดจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ”

หลังจากที่เขาฝึกฝนเล่นดนตรี อย่างเอาจริงเอาจัง แน่นอนว่าการเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยย่อมไม่สามารถเป็นอย่างอื่นไปได้นอกเสียจาก วิชาดนตรี ที่เขามุ่งมั่น และเลือกที่จะนำสิ่งที่เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยมาใช้ในการสอน หรือการประกอบอาชีพนั่นเอง  และที่ที่เป็นเหมือนด่านทดลองแรกในการทำงานสายอาชีพดนตรีก็คือ วงโยทวาทิต ของโรงเรียนพระแม่มารีสาทร กรุงเทพฯ
 
การประกอบอาชีพใดๆไม่ว่าจะได้ค่าตอบแทนจำนวนสูงหรือน้อยแค่ไหน สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะต้องเจอก็คือความยากง่าย และอุปสรรคในการทำงานที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงมันได้ เช่นกันการเดินบนเส้นทางสายนักดนตรีแถมพ่วงด้วยบทบาทครูสอนดนตรี ย่อมไม่แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่ต้องเจออุปสรรคในหน้าที่
 
“ความยากง่ายในการเล่นดนตรีมันก็มีนะ แต่ว่า มันอยู่ที่ว่าใจรักหรือเปล่า เรื่องที่ยากมันก็สามารถง่ายขึ้น ถ้าใจเรารักและมีความพยายามมากกว่า แต่ถ้าใจไม่รักเดี๋ยวสักพักก็คงเกิดความท้อไป”
 
“ส่วนอุปสรรคก็เป็นในเรื่องของ เวลาส่วนตัวจะไม่ค่อยมี เพราะว่าต้องคอยซ้อมดนตรี หรือไม่ก็จะอยู่กับกลุ่มเพื่อนนักดนตรีมากกว่า เรื่องของครอบครัวบางทีก็อาจจะไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา อาจจะแบ่งเวลาการเล่นดนตรีส่วนหนึ่งมากกว่า ก็เลยแบบว่าไม่ค่อยอยู่กับครอบครัว แต่ครอบครัวก็เข้าใจในส่วนนี้ และยังให้การสนับสนุนเต็มที่”
 
การโลดแล่นบนถนนสายดนตรี ค่อยๆพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ตามจังหวะและโอกาสของชีวิตจะอำนวย ทำให้วันนี้เขาไม่ได้ทำงานสอนดนตรีแค่ในโรงเรียนเท่านั้น

“ตอนนี้ที่ทำอยู่ก็จะเป็นครูสอนดนตรีให้กับโรงเรียน เช่น โรงเรียนพระแม่มารีสาทร โรงเรียนราชบพิธ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กมัธยมต้นกับปลาย และรับสอนที่โรงเรียนสอนดนตรียามาฮ่า ในวันเสาร์ อาทิตย์ เครื่องดนตรีที่สอนจะเป็นประเภท เครื่องเคาะ percussion เช่น กลองชุด เครื่องดนตรีประเภทละติน หรือในกลุ่มของเครื่องดนตรีคลาสสิก ซึ่งรวมๆก็สอนได้หมด การสอนส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเย็นประมาณห้าโมง ถ้ามีงานเพิ่มก็สอนถึงสี่ทุ่มก็มี”
 
เบื้องหลังการก้าวเข้ามาสู่วงการนักดนตรีอาชีพ มีบางอย่างที่เหมือนเป็นตัวแปรสำคัญซ่อนอยู่ในความคิด คือการที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบและแสดงออกมาด้วยความรัก ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างไร หากแต่การเรียนรู้ที่จะแปรเปลี่ยนจากการฝึกซ้อมดนตรีตามหน้าที่ มาเป็นการสร้างรายได้จากการเล่นดนตรีให้กับตนเองตั้งแต่ยังอยู่ในสมัยเรียนโดยไม่คิดว่าการทำงานสอนดนตรีจะทำให้ชีวิตวัยรุ่นขาดหายไป ดูจะเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจอยู่ไม่น้อย และยังเป็นการช่วยต่อยอดความคิด ความอดทนต่องานที่ทำในปัจจุบันด้วย
 
“ส่วนตัวแล้วคิดว่า การทำงานสอนดนตรีตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ก็มีบางครั้งที่เกิดความรู้สึกที่ว่า บางทีคนอื่นเขาก็ไปเที่ยวเล่นกัน แต่เราต้องอยู่กับตรงนี้ตลอดเวลา ก็มีนิดหน่อย แต่ก็คิดว่าการทำงานจะช่วยทดแทนได้ตรงที่ว่า เราจะเป็นผู้ใหญ่ได้เร็วกว่าเด็กคนอื่น”
 
“เพราะเด็กคนอื่นอาจจะมองโลกในทางที่แคบคือ อาจจะยังไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรต่อ หรือยังค้นพบตัวเองไม่เจอว่าชอบอาชีพอะไร แต่ในขณะที่เราอาจจะไปเจอประสบการณ์ทำงานข้างนอกมา ทำให้เราจะดูมีความคิดบางอย่างเท่ากับรุ่นพี่ที่เขาอายุมากกว่าเรา”
 
แม้ว่าในตอนนี้การเป็นครูสอนดนตรีจะเข้าที่เข้าทางแล้ว
แต่การสอนเด็กวัยรุ่น ก็ไม่ใช่จะเป็นเรื่องที่ง่ายเพราะการเล่นดนตรีต้องอาศัยความอดทน ซึ่งบางครั้งก็มีบ้างที่เด็กจะไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่เขาสอนทำให้ต้องแสดงฝีมือให้ดูกันเป็นครั้งคราว เหมือนถูกลองภูมิ และในฐานะคนสอนก็มีเหมือนกันที่บางเวลาจะต้องปรับอารมณ์เกษมศักดิ์เล่าว่า“ก็มีบางทีที่โมโห เพราะเด็กมัธยมเขาจะอยู่ในวัยที่ยังซนๆอยู่ ความอดทนจะน้อยหน่อย และการโมโหมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติของคนเรา ก็อาจจะตวาด หรือทำโทษบ้าง แต่หลังๆก็เริ่มรู้ และพอเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ก็จะเปลี่ยนเป็นการพูดหลายๆครั้งมากกว่า”  
 
ผลพวงจากการเล่นมุ่งมั่นเล่นดนตรีทำให้การก้าวเข้าสู่เวทีการประกวดตามที่ต่างๆเริ่มต้นขึ้น และสามารถที่จะบันทึกไว้ในความทรงจำเพื่อเป็นผลงานที่นำเสนอให้บุคคลอื่นได้รับรู้ เกษมศักดิ์มีความภูมิใจในงานนี้มากและบอกกับเราว่า
 
“เริ่มต้นประกวดครั้งแรก ตอนช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 1-2 ในชื่อ การประกวด แฟตแบนด์ รึธึ่ม แอนด์ ฮอลล์ รวมวงกันประมาณ 12 คน และผลการประกวดครั้งนั้นทำให้ได้แชมป์มา โดยรวมวงภายใต้ชื่อ วงสาวสะดุ้ง รวมกันเองกับเพื่อนๆในมหาวิทยาลัย มีรุ่นพี่มาร่วมด้วย และใช้เวลาว่างในตอนเย็นซ้อมดนตรี”
 
ประสบการณ์จากการประกวดก็เป็นเหมือนพลังงานสะสมในการทำงาน ที่ใครเคยผ่านความรู้สึกนี้จะรู้ดีว่ามันจะช่วยปรับมุมมองความคิด และดึงความกล้าแสดงออก  เนื่องจากการมีผลงานการันตีความสามารถทำให้การทำงานเกิดความมั่นใจมากขึ้น แต่ทุกอย่างก็ใช่ว่าแน่นอน  เสมอไปครูนักดนตรีหนุ่ม ก็ยังแอบคิดกับตัวเองว่า ถ้าถึงจุดๆหนึ่งที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ก็อาจจะหันไปทำงานอื่น แต่ตอนเรียนดนตรีขาก็ตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่าจะต้องมาเป็นครูสอนดนตรี เพราะเขาเลือกไว้แล้ว
 
การเป็นนักดนตรีอาชีพถือได้ว่าเป็น อะไรที่ต้องอยู่กับเสียงเพลงแทบจะตลอดเวลา ทำให้ดูจะมีความสุขไม่น้อย ท่วงทำนองที่โลดแล่นตามโน้ตเพลงบนกระดาษแต่ละใบ ดูจะมีเสน่ห์ฉาบตัวแฝงอยู่ ซึ่งคนเล่นเท่านั้นที่รู้ดี
 
“คือถ้าคนที่ชอบฟังเพลงจริงๆก็จะอยู่ที่คนชอบ อาจจะไม่มีเสน่ห์มาเกี่ยวข้อง มันอาจเหมือน การที่เรามีส่วนร่วมในสิ่งที่เราทำอยู่และรู้สึกมีความสุข เนื่องจากดนตรีอาจไม่เห็นเป็นภาพ แต่ต้องใช้ใจในการรับรู้ เพราะถ้าคนชอบฟังเพลงก็จะสามารถซึมซับและอยากจะเล่นดนตรีตามมา” 

การสนทนาในครั้งนี้เป็นแบบเรียบง่าย กันเองมากๆ เพราะนั่งคุยกันกับเสื่อบนพื้นกระเบื้องในบ้านตึกแถว ประตูเหล็กสีแดงหลังหนึ่ง ย่านเขตสาทร เราดำเนินการสนทนาต่อไปเกษมศักดิ์บอกต่อไปว่า “สิ่งที่นักดนตรีที่ดีควรจะมี คือ ความตรงต่อเวลา และมีระเบียบวินัยต่อตนเอง แค่นี้ก็พอแล้ว และควรมีอัธยาศัยที่ดี สร้างมนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วย”

“คิดว่าได้สอนเด็กนักเรียนก็พอแล้ว และการได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่เรามีอยู่ให้กับคนที่เขาไม่รู้ได้เป็น มันรู้สึกภูมิใจและคุ้มค่ากับการที่เราได้เลือก ที่จะมาทำงานสอนดนตรี”
 
เครื่องดนตรีทุกชนิด ที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกก็โดยฝีมือการสรรค์สร้างของมนุษย์เพื่อทำหน้าที่คลายความเหงา  สร้างความรื่นเริงใจ 
และเป็นสื่อภาษาที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเชื้อชาติอย่างไม่มีข้อยกเว้น การเรียนรู้ที่จะเล่นดนตรีอาจต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากการพร่ำบอกว่ารักและอยากที่จะเล่น สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครบอกได้ว่า มันติดตัวมาตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นพรสวรรค์ไปแล้ว นี่เอง ด้วยความที่พรนี้ไม่ได้มีให้กับคนทุกคน ดังนั้นการเลือกแสวงหาความรู้อย่างมุ่งมั่นก็เป็นอีกทางที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้
 
“เด็กที่สอนบางคนก็อาจจะไม่มีพรสวรรค์เท่าไหร่ เพราะว่าความสามารถของคนเราไม่เท่ากัน แต่ถ้าเขามีใจรัก เราก็ต้องพยายามสอนเขาไปเรื่อยๆ เขาอาจจะได้ช้ากว่าคนอื่น แต่เราต้องคอยย้ำให้เขา เพราะถึงอย่างไรเราก็ต้องทำหน้าที่สอนให้เต็มที่ ไม่ว่าคนเรียนจะมาในลักษณะไหน ก็ควรให้ความรู้ออกไปอย่างสุดกำลัง”
 
และความอยากรู้ในการเรียนของเด็กนักเรียนวัยมัธยมทำให้การสอนของเขา บ่อยครั้งที่จะต้องเจอกับคำถามที่ว่า เมื่อไหร่เล่นแล้วจะเก่งเหมือนครู หรือเล่นแล้วจะเก่งไหม คำตอบเดียวที่ครูหนุ่มคนนี้ตอบได้ ก็คือ ซ้อม และก็ซ้อม ทำให้เขามองว่าการทำงานในอาชีพครูต้องมีความอดทน แต่การที่ได้ทำในสิ่งที่รักและเลือกที่ทำมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียน จนตอนนี้เครื่องดนตรีที่เขาเล่น แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว เกษมศักดิ์เปรียบให้เราฟังว่า
 
“ถ้าเลือกได้คงให้แทนแขน เพราะแขนจำเป็นต้องใช้ตีกลอง ถ้าไม่มีหรือขาดไปคงทำไม่ได้”
การเรียนการสอนเครื่องดนตรีประเภทคลาสสิก ยังไม่กว้างขวางมากนักในเมืองไทย ถ้าเทียบกับที่อื่น แต่ถ้าในด้านของฝีมือบ้านเราไม่น้อยหน้าใครเลย จะขาดก็แค่การสนับสนุนที่จริงจังจากทางภาครัฐครูสอนดนตรีเล่าว่า
 
“ก็ถือว่าพัฒนาใกล้เคียงกับต่างประเทศแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ เพราะว่าหลักสูตรของต่างประเทศเขาจะเน้นเฉพาะด้าน รู้จริงไปเลย ไม่เหมือนบ้านเราที่จะจับฉ่ายกว่า คือ เรียนทุกเรื่อง ไปๆมาๆก็คือไม่เก่งด้านไหนเลย อยากให้ภาครัฐสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ในตอนนี้ก็มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนเฉพาะทางเช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น”
 
จะเห็นได้ว่าการเลือกเล่นดนตรีของเด็กไทยสมัยนี้ จะค่อยข้างดูกระแส คือถ้าใครเล่นเครื่องดนตรีชนิดไหนแล้วดัง ได้เงินมากก็จะอยากที่จะไปเล่นตามแบบ โดยที่ความนิยมส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดนตรีต่างประเทศ ในขณะที่ความเป็นจริงดนตรีไทย ที่เป็นของชนชาติไทยอาจจะถูกลืมจากความรู้สึกของเยาวชน นักดนตรีหนุ่มเองก็ไม่อยากที่จะให้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้เล่นดนตรีไทย แต่เขาก็มีความคิดว่า “ดนตรีไทยเป็นสิ่งที่อยู่กับเราๆมาตั้งแต่เกิดเป็นภูมิปัญญาของคนไทย แต่ว่าดนตรีสากลที่เข้ามาและฮิตติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว เด็กวัยรุ่นก็จะรู้สึกชอบ แต่ส่วนตัวเขาไม่ได้เน้นว่าต้องเล่นดนตรีชนิดไหน ขอแค่ชอบและสนใจซ้อม พัฒนาฝีมือก็ดีแล้ว เพราะการเล่นดนตรีมันจะช่วยในเรื่องของอารมณ์ และความอดทน”
 
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำงานทุกสิ่งอย่างของเขาก็คือ กำลังใจจากคนในครอบครัว ที่คอยเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าที่ทำในสิ่งที่เขารัก ต่อไปเรื่อยๆถ้าวันหนึ่งไม่มีใครมาจ้างให้เขาทำงานอาชีพครูสอนดนตรี เขาก็จะกลับไปทำงานที่บ้าน แต่สิ่งที่เขารู้และบอกกับตัวเองเสมอในตอนนี้คือ ยังอยากที่จะสอนดนตรีต่อไป เท่าที่แรงกายจะมีอยู่
 
“การทำงานอาชีพนักดนตรีจะไม่เหมือนอาชีพอื่น ที่จะมีงานประจำตลอด บางทีมันจะเป็นฤดูกาล เช่น เดือนตุลาคมถึงธันวาคมงานจะมีมากหน่อย และการทำงานแบบนี้ เรื่องของเวลาจะไม่แน่นอนจึงต้องรู้จักรักษาเวลา”
 
จาการเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันสิ่งที่ให้ประโยชน์กับการดำเนินชีวิตของเขาก็คือ การฝึกความอดทน พัฒนาในเรื่องของความคิด ทำให้มีระเบียบในการซ้อมดนตรี สามารถรู้ได้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร และทำให้เขารู้จักผู้คนมากขึ้น
 
เกษมศักดิ์เล่าต่อไปว่าเขาเองก็มีวงดนตรีในดวงใจ เพื่อเป็นแบบอย่างในการเล่นอยู่หลายวง แต่ที่ชอบมากหน่อย ก็จะเป็นวง บิ๊กแอนด์ ซุปเปอร์แบนด์
ในช่วงชีวิตการทำงานของคนๆหนึ่งนั้น อาจมีเงื่อนไขหลายอย่างที่เป็นตัวกำหนดว่า จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีสิ่งนี้ สิ่งนั้น แต่สำหรับครูสอนดนตรีหนุ่มคนนี้ไม่ได้ต้องการอะไรที่มากไปกว่า
 
“ส่วนตัวคิดว่าได้สอนเด็กนักเรียนก็พอแล้ว และการได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่เรามีอยู่ให้กับคนที่เขาไม่รู้ได้เป็น มันรู้สึกภูมิใจและคุ้มค่ากับการที่เราได้เลือก ที่จะมาทำงานสอนดนตรี และจะได้ให้เด็กสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาวงการดนตรีต่อไป ซึ่งดนตรีในที่นี้อาจจะไม่ต้องเป็นดนตรีสากลที่เราสอนอย่างเดียว อาจจะเป็นดนตรีไทยหรืออย่างอื่นก็ได้”
 
  การเริ่มต้นเลือกเส้นทางเดินให้กับชีวิตของตนเอง บางครั้งก็ไม่ต้องรอให้นาฬิกาหมุนเข็มมาจนครบรอบ แต่เราควรส่องความคิด ความต้องการของตนเองให้เจอว่าเราต้องการที่จะเป็นอะไร เหมือนเช่น การเดินทางของลมหายใจและความฝันของครูสอนดนตรีผู้นี้ ทำให้เราประจักษ์ว่า การเลือกทำในสิ่งที่รักด้วยพลังอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข มันทำให้รู้ว่าชีวิตนี้มันคุ้มค่ากับการที่เกิดมา ทางเดินข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันต่อไปก็แล้วกัน
 

3 Responses to “ดนตรี สร้างคน”

  1. หนูเคยเรียนและเป็นวงโยอยู่ที่พระแม่มารีสาทรค่ะ รักวงมากย้ายโรงเรียนมา 5 ปีแล้ว ไม่รู้ตอนนี้วงเป็นยังไงบ้าง ชื่อเล่นชื่ออะไรเหรอคะ ได้ไปเป็นอาจารย์ที่นั่นช่วงไหนคะ หนูเห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์นะคะ…
    ถ้าหนูคิดถูกอาจารย์น่าจะชื่อพี่เปิ่น ใช่มั้ยคะ แต่ถ้าผิดก็ขอโทดด้วย
    ถ้าใช่ช่วยแอดมาที่ aommy_hope@hotmail.com ด้วยนะคะ

    • ถูกต้องแล้วค่ะ พี่คนถูกสัมภาษณ์คือ พี่เปิ่น เคยสอนวงโยฯอยู่ที่โรงเรียนพระแม่มารี เมื่อหลายปีก่อนค่ะ แต่พี่ไม่มีอีเมล์พี่เค้านะค่ะ
      ต้องขอโทษด้วยค่ะ

  2. สวัสดีค่ะคุนเจ้าของblog พอดีว่ามีเบอร์ติดต่อพี่เค้ามั้ยค่ะอยากได้นะค่ะ
    ถ้ายังรบกวนด้วยนะค๊า ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: