“มรดกของชาติ”

วันเวลาที่ล่วงเลย ย่อมทำให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง จากอดีตสู่ปัจจุบันหลายสิ่งที่รายล้อมอยู่ข้างตัวเราก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน แต่ละยุคสมัยความสนใจของผู้คนในสังคมก็แตกต่างกัน เนื่องจากความคิดของมนุษย์ไม่เคยสะกดคำว่าหยุดนิ่ง ทางเดินของความต้องการภาย ในจิตใจที่จะเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่จึงไม่รู้จบ มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาในขณะนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ ก็ย่อมที่จะชอบความสะดวกสบาย ความทันสมัยให้กับชีวิตตัวเองกันทั้งนั้น ทว่าหากเราหลับตาแล้วประมวลความทรงจำว่า กว่าที่เราจะมีความเจริญทางวัตถุมากมายที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ในอดีตบรรพบุรุษของชาติไทยเรา ก็ได้สร้างสรรค์ความวิจิตรงดงามทางวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลานอย่างพวกเรามากมายเช่นกัน
 
การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในความรู้สึกของใครบางคน อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจเท่ากับการเดินเที่ยวในศูนย์การค้าติดแอร์ ที่มีสิ่งของนานาให้เลือกซื้อ แต่เราอยากบอกกับคุณๆว่าลองหยุดเติมแต่งวัตถุให้กับร่างกายซักชั่วครู่ แล้วหันมาเติมความรู้ให้กับความคิด   จิตใต้สำนึกเพื่อเปิดรับและ      ชื่นชม ภูมิปัญญาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าแค่เรือลำเดียวก็สามารถบ่งบอกเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติได้

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี เป็นสถานที่ ที่เก็บรวบรวมเรือในการพระราชพิธีต่างๆตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งหมดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง คือขุดจากท่อนซุงทั้งท่อน แล้วต่อหัวเรือ ยกสูงงอนขึ้น แกะสลักหัวเรือและหางเรือ ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย ถนนอรุณอัมรินทร์  การเดินทางไปชมนั้นสามารถไปได้ทั้งทางบกและทางน้ำ แล้วแต่สะดวก ซึ่งเราเองเลือกที่จะไปทางบกเพราะว่าไม่ไกลจากโรงพยาบาลศิริราช
ภาพแรกที่เราจินตนาการไว้ไม่ต่างจากสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เรือพระที่นั่งถูกตั้งไว้บนฐานเหล็กอย่างแน่นหนา ภายในโรงเก็บเรือ ที่นับได้เห็นจะมีอยู่ทั้งหมด 8 ลำ เนื่องจากบริเวณและพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือพระราชพิธีแห่งนี้ มีอยู่น้อยและจำกัด ซึ่งอีก 5 ลำได้นำไปฝากไว้ที่ท่าวาสุกรี และอีก 38 ลำเก็บรักษาไว้ที่กองเรือเล็ก แผนกเรือพระราชพิธี กองทัพเรือ บริเวณสะพานอรุณอัมรินทร์ด้านทิศตะวันตก โดยมีกองทัพเรือเป็นผู้ดูแล
 
เรือที่จัดแสดงให้ชมในพิพิธภัณฑ์จะมี 1.เรืออนันตนาคราช (สร้างในสมัยรัชกาลที่4) 2.เรือพระที่นั่งเอนกภุชงค์(สร้างในสมัยรัชกาลที่5) 3.เรือกระบี่ปราบเมืองมาร 4.เรือครุฑเหิรเห็จ 5.เรือพาลีรั้งทวีป 6.เรือสุครีพครองเมือง 7.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (สร้างในสมัยรัชกาลที่6) 8.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เป็นเรือลำล่าสุดที่กองทัพเรือน้อมเกล้าฯถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เนื่องในปีกาญจนาภิเษก พ.ศ.2539

แต่เดิมพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี เป็นอู่หรือโรงเก็บเรือพระราชพิธี อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังและกองทัพเรือ เมื่อคราวเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง อู่และเรือพระราชพิธีบางส่วนถูกระเบิดได้รับความเสียหาย และในปีพ.ศ.2490 สำนักพระราชวังและกองทัพเรือได้มอบให้กรมศิลปากรทำการซ่อมแซมดูแลรักษาบรรดาเรือต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีเหล่านี้ เรือพระราชพิธีเป็นเรือที่มีประวัติสำคัญมาแต่โบราณ ที่ยังคงความสวยงามในช่างฝีมืออันล้ำเลิศ และทรงคุณค่าทางศิลปกรรม ประการสำคัญยังสามารถนำมาใช้ในการพระราชพิธีต่างๆสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยทางกรมศิลปากรเล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้ขึ้นทะเบียนเรือพระที่นั่งต่างๆไว้เป็นมรดกของชาติ พร้อมทั้งยกฐานะของอู่เก็บเรือขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เมื่อปี พ.ศ.2517

ความตื่นตาตื่นใจที่ได้ชมเรือพระราชพิธีใกล้เป็นครั้งแรก ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความคิดอันสร้างสรรค์ ที่วิจิตรงดงาม คุณค่าทางศิลปกรรม ประติมากรรมถูกบรรจงถ่ายทอดออกมาเป็นรูปร่างของช่างผู้ประดิษฐ์ ด้วยลวดลายสีสันสวยงามประณีต การแกะสลักที่มีมิติแสงเงา ทำให้ท่อนไม้ธรรมดาดูมีชีวิตชีวา น่าจับต้อง นอกจากส่วนของเรือพระที่นั่งที่จัดแสดง ภายในอาคารยังมีการแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ประดับกับตัวเรือ มีทั้งผ้าคลุม และภู่ระย้า เสาธงต่างๆ

ยิ่งเมื่อนึกถึงตอนงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีลำเรือที่ได้กระทบเหนือพื้นน้ำ และประกอบกับแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่อง ทำให้เกิดประกายระยิบระยับจับตา บวกกับฝีพายท่านกบินพายพร้อมกันดุจนกเหิน ท่วงท่าที่สอดคล้องไปกับบทเพลงเห่เรืออันไพเราะ ทำให้ผู้ที่ชมเหมือนล่องลอยตามเรือที่กำลังเคลื่อนคล้อย ช่างเป็นภาพที่น่าจดจำยิ่งนักแล

เราหยุดจินตนาการที่เดินทางไปไกลกับแล้วหันมาสนใจกับการเดินชมเรือลำต่างๆที่จอดแสดงอยู่ภายในอาคาร หนึ่งในจำนวนเรือทั้ง 8 ลำ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ดูโดดเด่นในสายตาผู้ชมอย่างเรามากเสียจนรีบหยิบกล้องมาบันทึกภาพแทบไม่ทัน

เรือได้ชื่อว่าเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาแต่ครั้งสมัยโบราณ จวบจนปัจจุบัน เรือก็ยังคงเป็นพาหนะที่ผู้คนในสังคมโลกใช้ติดต่อแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าต่างๆและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และมีการพัฒนารูปแบบเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้มนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่อง     

แต่น้อยชนชาตินักที่จะนำเรือมาใช้ประกอบพระราชพิธีให้กับพระมหากษัตริย์แต่ชนชาติไทยของเราได้เห็นความสำคัญและให้การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างพระสมเกียรติ ซึ่งเป็นเหมือนการปลูกฝังทางความคิดของบรรพบุรุษมายาวนาน   นอกจากความงดงามในศิลปกรรมของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ยังมีความสำคัญในการเป็นมรดกของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างยิ่งลำหนึ่ง 

ที่แสดงให้เห็นถึงความมีอัจฉริยะในการต่อเรือของช่างไทยโบราณ ที่สามารถแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติได้อย่างดียิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นงานศิลปกรรมที่รัฐบาลไทยได้ตะหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ จึงได้ให้การทะนุบำรุงรักษาเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นอย่างดี จนสามารถนำมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพระราชพิธีต่าง ๆ มาจนปัจจุบัน อันถือได้ว่าเป็นการสืบต่อความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการต่อเรือ การเดินเรือ และการค้าขายทางทะเลในในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกลซึ่งกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว

ด้วยความสำคัญของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ดังกล่าวมาแล้วจึงทำให้องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร ให้ความสนใจส่งผู้แทนมาพิจารณามอบรางวัลเรือโลกแก่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ต่อมาในวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๕ (ค.ศ.๑๙๙๒) เมื่อพิจารณาดูแล้วคุณค่าของเรืออาจไม่ได้วัดกันที่มูลค่าราคา หากแต่วัดความสำคัญกันตรงที่จิตวิญญาณของช่างเรือในการบรรจงผสมผสานศิลปกรรมให้เกิดรูปร่างชวนพิสมัย ติดตาตรึงใจแก่ผู้ที่ได้ยล เรือพระราชพิธีของชาติไทยเรานี้ ก็เป็นอีกหนึ่งในสมบัติชาติที่คงความเป็นไทยอย่างมั่นคง

“เรือพระราชพิธีนั้น หมายถึงเรือสำหรับใช้ในการประกอบพระราชพิธีชลมารค หรือที่เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราชลมารค ถือเป็นพระราชประเพณีดั้งเดิมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งก็คือการจัดรูปกระบวนเรือรบในแม่น้ำตามตำราพิชัยสงครามนั่นเอง คือการรบสมัยโบราณนั้นส่วนใหญ่จะรบกันทางทะเลหรือแม่น้ำ ดังนั้นเรือที่ใช้ในการรบก็จะต้องมีขนาดที่ใหญ่เพื่อบรรจุพลรบได้คราวละมากๆ แต่ถ้าในยามปกติแล้ว ในหน้าน้ำจะจัดเป็นพระราชพิธีการทอดกฐินตามพระอารามหลวงที่สำคัญๆที่ตั้งอยู่ริมน้ำ เป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารค ส่วนประชาชนธรรมดาก็ถือเป็นประเพณีงานเทศกาลแข่งเรือ”ประเสริฐ เกล็ดพงษา เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯกล่าว

การเข้าชมพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีสามารถชมได้ทุกวัน เวลา 09.00-17.00น. ค่าเข้าชมคนไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ30 บาท เงินค่าเข้าชมแค่เพียง10 บาท น่าจะไม่มากไปสำหรับการแลกมาซึ่งความรู้ที่ได้จากภูมิปัญญาของคนไทยในอดีตที่เป็นเหมือนรากเหง้าที่แท้จริงของเรา การเดินชมพิพิธภัณฑ์ของเรากำลังจะสิ้นสุดลง แต่ความอยากรู้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ด้านตรงข้ามกับฝั่งพิพิธภัณฑ์คือสถานที่เก็บเรืออีกจำนวน38 ลำที่เรียนว่ากองเรือเล็ก แผนกเรือพระราชพิธี กองทัพเรือ
 
เราแลกบัตรด้านหน้าประตูทางเข้า ด้านหน้าเกือบติดกับประตูมีโรงเก็บเรือขนาดใหญ่ เรือจอดเรียงรายเป็นระเบียบสวยงาม ตอนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เราได้ทราบความเป็นมา และการนำเรือใช้ในพระราชพิธีต่างๆแล้ว กระบวนพยุหยาตราชลมารคคงจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดเหล่าพลทหารหนุ่มที่จะมาทำหน้าที่ฝีพาย

“เราจะคัดเลือกฝีพายที่มีลักษณะดี ไม่อ้วนไม่ผอม รูปร่างสันทัด ฝีพายที่เข้ามาทำหน้าที่จะใช้ประมาณ 1,600 คน บางหน่วยที่ได้รับมอบเรือไปแล้ว ก็อาจจะคัดฝีพายไม่ได้ตามใจนัก เพราะกำลังพลแต่ละหน่วยจะไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าเป็นนักเรียนก็จะดีหน่อย เพราะว่าหุ่นจะเท่ากัน เราจะคัดจากการที่ทหารเข้ามาเป็นผลัดในแต่ละปี เพื่อแทนทหารบางนายที่ปลดประจำการไป การซ้อม เราก็จะเริ่มจากการแบ่งเป็นครูฝึก ที่จะต้องซ้อมประมาณ90 ชั่งโมง คนที่เป็นครูฝึกก็คือนายท้ายเรือ เรือแต่ละลำจะมีนายท้าย 2 คน และผู้ควบคุมเรือ 1 คน ส่วนการฝึกฝีพายเราจะให้ฝึกบนเขียง หรือฝึกบนบกก่อน 40 วัน หลังจากนั้นก็ฝึกในน้ำอีก40 วัน เมื่อฝึกเป็นที่เรียบร้อยก็จะมาซ้อมย่อย และซ้อมใหญ่ต่อไป”นาวาตรีณัฐวัฎ อร่ามเกลื้อ หัวหน้าแผนกเรือพระราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ กล่าว

“การซ้อมก็มีบ้างที่เกิดความรู้สึกเหนื่อย แต่การที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทหารฝีพายก็รู้สึกภูมิใจ เพราะเท่ากับเราเป็นหนึ่งใน 60ล้านคนที่ได้พายเรือให้พระเจ้าแผ่นดิน”
 
หลังจากผ่านความยากในขั้นตอนการฝึกซ้อมฝีพายแล้วนั้น การเตรียมงานในแต่ละครั้งที่จะมีพระราชพิธีนำเรือออกแสดงก็จะต้อง การแต่งตั้งคณะกรรมการ มีการประชุมว่าแต่ละฝ่ายต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง อย่างเช่น คณะกรรมการฝ่ายควบคุมการฝึกซ้อมก็จะทำหน้าที่ดูแลการซ้อมฝีพายทั้งหมด ส่วนคณะกรรมการฝ่ายควบคุมขบวนเรือก็จะดูแลในการจัดริ้วขบวน อีกทั้งยังมีฝ่ายจราจรทางน้ำ  ฝ่ายเครื่องแต่งกาย และส่วนอื่นๆ

การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสวยงามของขบวนเรือในพระราชพิธี เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจแก่วงศ์ตระกูลไม่น้อย แต่ถ้าคนไทยในชาติมองไม่เห็นถึงคุณค่าความงดงาม ยกยอแต่วัตถุที่ต่างชาติล่อตาล่อใจมาให้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า ในฐานะหัวหน้าแผนกเรือพระราชพิธีจึงคิดว่า เป็นข้อดีมากๆที่มีการตั้งพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี เพราะจะสามารถให้ประชาชนได้เข้าชมความงดงาม และทางพิพิธภัณฑ์ฯได้มีการแทรกการบรรยายความเป็นมาของเรือ ให้คนที่ไม่รู้ได้ทราบ และสิ่งของอะไรก็แล้วแต่ถ้าเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ จะได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี

ส่วนอีกประการที่สำคัญคือ เป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของคนต่างชาติได้รับรู้  ซึ่งเป็นการบอกถึงเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ใดในโลก ด้านการดูแลเรื่องลวดลายนั้น ทางกรมศิลปากรจะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนทหารเรือจะดูในเรื่องของตัวเรือ

นอกจากจะเป็นหัวหน้าแผนกเรือพระราชพิธีแล้วอีกภาระหน้าที่ ที่นาวาตรีผู้นี้ต้องรับผิดชอบก็คือ การร้องกาพย์เห่เรือในงานพระราชพิธี ครั้งแรกที่เห่ก็คืองานฉลองสิริราชสมบัติครบ60ปี โดยการร้องเห่ในแต่ละครั้งก็จะมีการเห่ชมเรือหรือเห่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการเคลื่อนกระบวนพยุหยาตราชลมารค จะควบคู่ไปกับการเห่ พร้อมด้วยเครื่องประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะยิ่ง คือ “กาพย์เห่เรือ” ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ได้บรรยายถึงความงดงามและลักษณะของเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ก็ได้เป็นแม่แบบของการแต่งกาพย์เห่เรือในปัจจุบัน

“รู้สึกภูมิใจที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เห่เรือ โดยเรือที่ตนเห่คือเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ซึ่งจะร้องแค่คนเดียวใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่งโมงตั้งแต่เรือออกยันเรือถึงที่หมาย การเห่เรือเป็นการกระทำเพื่อให้จังหวะแก่ฝีพายได้พายพร้อมกัน ที่ทราบมาเริ่มมีการเห่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4”นาวาตรีณัฐวัฎ อร่ามเกลื้อ กล่าว

เช่นกันผู้ที่ทำหน้าที่อันทรงเกียรติเหล่านี้ย่อมที่จะรู้สึกไม่แตกต่างกัน สิ่งที่พวกเขารู้สึกคือความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานพระราชพิธี แม้จะเหนื่อยยากแต่คำว่าหน้าที่ และความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ก็จะช่วยทำให้พวกเขามีกำลังที่จะทำหน้าที่ต่อไปเพื่อชาติ

“เป็นฝีพายครั้งแรกเมื่อตอนงานฉลองสิริราชสมบัติครบ60ปี เรือที่พายในงานคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงษ์ การซ้อมก็มีบ้างที่เกิดความรู้สึกเหนื่อย แต่การที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทหารฝีพายก็รู้สึกภูมิใจ เพราะเท่ากับเราเป็นหนึ่งใน 60ล้านคนที่ได้พายเรือให้พระเจ้าแผ่นดิน”พลวิทวุฒิ ศิริโยธิน ฝีพายเรือพระราชพิธี กล่าว

เรือพระราชพิธีนี้ ถือเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า แม้ชาวต่างประเทศที่มีโอกาสได้เห็นได้ชมความงามของเรือหรือกระบวนเรือพระราชพิธีทางชลมารค ก็อดมิได้ที่จะรู้สึกประทับใจ ในความงามของเรือพระที่นั่งอันประณีต วิจิตรงดงาม สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติของเราชาวไทยที่ควรภูมิใจและรักษาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของคนไทยว่าเป็นผู้มีความรู้สึกละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์ทางประติมากรรมจิตรกรรม รักความสงบสุขและอิสระ ศิลปวัฒนธรรมและขนบประเพณีอันดีงามของไทยนั้นถือเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของไทยมอบไว้ สมควรอย่างยิ่งที่ลูกหลานไทยจะต้องช่วยกันรักษาและเชิดชูไว้ตลอดไป เพราะเมื่อสิ่งเหล่านี้สาบสูญไป ความเป็นชาติไทยก็จะมลายไปจนไม่มีใครรู้ว่าสัญลักษณ์ของความเป็นไทยนั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้นเราในฐานะที่มีเลือดสีเดียวกันทุกคนจึงควร ช่วยกันรักษามรดกอันยาวนานของเราไว้ อย่างน้อยก็เพื่อลูกหลานไทยจะได้ชื่นชมความล้ำค่าของวัฒนธรรมชาติไทยสืบไป
-ข้อมูลอ้างอิงจาก www.thailandmuseum.com, แผนกเรือพระราชพิธี กองเรือเล็ก
-ข้อมูลจากการสัมภาษณ์
นายประเสริฐ เกล็ดพงษา เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี(22 มกราคม 50)
นาวาตรีณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ  หัวหน้าแผนกเรือพระราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ       (25 มกราคม 50)
พลทหารวิทวุฒิ ศิริโยธิน  ฝีพายเรือพระราชพิธี (25 มกราคม 50)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: